ทัณฑ์ดาบผู้พิพากษาดำ · PenPlotBack to communityby Natthakorn Thapthong· Oct 23, 2026TH
ทัณฑ์ดาบผู้พิพากษาดำ
เมื່อเพื่อนสนิทสองคนถูกอัญเชิญมายัງโลกแห่ งหนึ่ ง คนหนึ่ งได้รับพลัງยิ่งใหญ่ อีกคนกลั บไร้ คุ ณสมบัติใดๆ และถู กตัดสินประหารช่ว ต เขาต้องห าลอดตายและกล ายเป็ นเหยื່อของการตามล่ า ขณะเดีຍ วกั นก็ต้ องเผชิญหน้ากับค ามจริงที่สันคลอนความเชื่ อถื ือและเปลี່ยนตัวเขาไปตลอดก าล
EP 1: คำพิพากษาของเพื่อนรัก
เสียงโห่ร้องของฝูงชนดังกระหึ่มเหมือนคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะซัดสาดทุกสิ่งให้พังพินาศ เสียงของผู้คนหลายพันที่มารวมตัวกันในลานประหารหน้าพระราชวังกลืนกินสติสัมปชัญญะของไคจนหมดสิ้น เขานั่งคุกเข่าอยู่บนแท่นไม้สูง แขนทั้งสองข้างถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนที่สลักอักขระเวทมนตร์ป้องกันการหลบหนี ชุดนักโทษสีขาวบางเบาไม่ได้ช่วยป้องกันความเย็นเยียบที่กัดกินเข้าสู่กระดูก มันเป็นความเย็นที่เกิดจากสายตานับหมื่นคู่ที่มองมายังเขาราวกับสัตว์ประหลาด เป็นความเย็นจากความจริงที่ว่าโลกใบนี้ตัดสินเขาไปแล้วทั้งที่ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
เพียงไม่กี่วันก่อน เขากับเรนยังเป็นแค่คนธรรมดาในอีกโลกหนึ่ง แต่เมื่อแสงสว่างวาบขึ้นและนำพวกเขาทั้งสองมายังอาณาจักรแห่งนี้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เรน เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ได้รับ ‘ตราผู้พิทักษ์’ ระดับสูงสุด ตราสีทองที่ปรากฏขึ้นบนหลังมือของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า เป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกเลือก เป็นวีรบุรุษคนใหม่ที่สวรรค์ส่งมา ส่วนไค...ไม่มีอะไรเลย ร่างกายของเขาว่างเปล่า ไม่มีตราแม้แต่ดวงเดียว ราชสำนักและเหล่านักบวชประกาศกร้าวว่าเขาคือความผิดพลาด คือรอยด่างพร้อย คือความเสี่ยงต่อความมั่นคงของอาณาจักรที่ต้องถูกกำจัด และคำตัดสินก็มาถึงอย่างรวดเร็ว—ประหารชีวิต
เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีเงินอร่ามก้าวขึ้นมาบนแท่นประหาร ในมือของเขาคือดาบใหญ่ที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา ฝูงชนเปล่งเสียงเรียกชื่อของเขาดังกึกก้อง “เรน! เรน! เรน!”
วีรบุรุษของประชาชน เพชฌฆาตของเพื่อนสนิท
ไคเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของเรน ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังคงเหมือนเดิม แต่แววตาที่เคยอบอุ่นกลับว่างเปล่าราวกับน้ำแข็ง ไคพยายามค้นหาคำอธิบายในใจ นี่คือแผนใช่ไหม เรนคงไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขาจริงๆ มันต้องเป็นการแสดงเพื่อหลอกตาคนพวกนี้ แล้วพอตกกลางคืน เรนก็จะแอบมาช่วยเขาหนีไป...ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน
“เรน...” ไคพึมพำเสียงแผ่ว แต่เสียงของเขาถูกกลืนหายไปในเสียงเชียร์ของมวลชน
เรนเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ดาบในมือถูกยกขึ้นสูง ปลายดาบชี้ขึ้นฟ้าพร้อมรับคำสั่งสุดท้ายจากราชสำนัก แต่แล้วเรนก็ย่อตัวลงมา ใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้จนไคสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นชืด
“ทำไม...” ไคเค้นถามออกมาด้วยความสับสน
“ถ้าเจ้าตายตอนนี้” เรนกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “อย่างน้อยเจ้าก็จะไม่ต้องรู้ความจริง”
ประโยคนั้นแทงทะลุหัวใจของไคยิ่งกว่าคมดาบ ความหวังสุดท้ายที่เขายึดเหนี่ยวไว้พังทลายลงในพริบตา นี่ไม่ใช่การแสดง นี่ไม่ใช่แผน นี่คือความจริง เพื่อนที่เขารักและไว้ใจที่สุดกำลังจะฆ่าเขาจริงๆ
เรนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง แววตาของเขาปราศจากความลังเล ดาบในมือถูกชักกลับมาตั้งตรง เตรียมพร้อมสำหรับฟาดฟันลงมายังต้นคอของไค
ฝูงชนเงียบกริบ รอคอยวินาทีที่เลือดของผู้ไร้ตราจะหลั่งรดแผ่นดิน
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั้น ความสับสนและความเสียใจของไคแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชน หากเขาต้องตายที่นี่ อย่างน้อยเขาก็จะไม่ตายในฐานะเหยื่อผู้โง่เขลา
ดาบฟันลงมา
ภาพทุกอย่างตัดเป็นสีดำสนิท
“ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะกลับมาฟังความจริงจากปากแกเอง”
EP 2: ศพที่ไม่มีชื่อ
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง ปลุกไคให้ตื่นจากความมืดมิด เขากระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมัน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเน่าเหม็นจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เขาไม่ได้อยู่บนลานประหาร แต่กำลังนอนอยู่บนฟูกเก่าๆ ในห้องใต้ดินที่ไหนสักแห่ง
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง
ไคมองตามเสียงนั้น เห็นร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีเข้มกำลังบดยาสมุนไพรอยู่ เธอมีผมสีดำขลับและดวงตาที่คมกริบราวกับใบมีด
“เธอเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน” ไคถาม พยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งเพราะความเจ็บปวด
“ฉันชื่อลูน่า ส่วนที่นี่คือที่ซ่อนตัวของฉัน” เธอตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “แผลที่หลังคอของนายยังไม่หายดี อย่าเพิ่งขยับตัวมาก”
ความทรงจำสุดท้ายไหลบ่ากลับเข้ามา ดาบของเรน...เสียงกระซิบ...ความตาย ไคยกมือขึ้นสัมผัสต้นคอของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา เขาสัมผัสได้ถึงผ้าพันแผลหนาเตอะ แต่ไม่มีร่องรอยของบาดแผลฉกรรจ์
“ฉันสลับตัวนายกับศพที่เตรียมไว้ออกมาได้ทันเวลาพอดี” ลูน่าอธิบาย “ตอนนี้ทางการเชื่อว่านายตายไปแล้ว แต่การกระทำของฉันก็ทำให้ฉันกลายเป็นผู้ทรยศไปด้วย”
ลูน่า อดีตเจ้าหน้าที่ลับของราชสำนัก เธอคือคนที่ลอบนำเขาออกมาจากที่นั่น ไคไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนแปลกหน้าอย่างเขา แต่ตอนนี้เขายังไม่มีแรงจะถามอะไรมากไปกว่านี้
หลายวันต่อมา เมื่อแผลของเขาเริ่มดีขึ้น ลูน่าก็พาเขาออกจากห้องใต้ดินและพาไปซ่อนตัวอยู่ในชุมชนแออัดที่เรียกว่า ‘เขตร้าง’ มันคือสลัมของพวกไร้ตรา ที่ที่กฎหมายของราชสำนักเอื้อมไม่ถึง และชีวิตของผู้คนก็ไร้ค่าไม่ต่างจากฝุ่นดิน ที่นี่เองที่ไคได้เห็นความจริงอันโหดร้ายของระบบตราอำนาจด้วยตาตัวเอง เขาเห็นทหารยามบุกเข้ามาในชุมชน ลากตัวคนหนุ่มสาวที่ไม่มีตราออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา พวกเขาถูกบังคับให้ไปใช้แรงงานในเหมืองหรือไม่ก็ถูกส่งไปเป็นโล่มนุษย์ที่ชายแดนโดยไม่มีใครสนใจใยดี
ระบบนี้ไม่ได้แค่แบ่งแยกชนชั้น แต่มันกำลังลบตัวตนของคนกลุ่มหนึ่งให้หายไปอย่างเงียบเชียบ พวกเขาไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ ไม่มีครอบครัวที่ไหนจะตามหา ไม่มีใครจดจำได้ว่าเคยมีตัวตนอยู่
ความโกรธแค้นที่ไคมีต่อเรนเริ่มขยายขอบเขต มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นความโกรธต่อระบบทั้งหมดที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เขาต้องการหลักฐาน เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีตัวตนอยู่
คืนหนึ่ง ไคลอบเข้าไปในสำนักงานทะเบียนของเขตร้าง มันเป็นเพียงกระท่อมเก่าๆ ที่เก็บเอกสารกองสุมกันไว้ราวกับเศษกระดาษ เขาใช้เวลาค้นหาอยู่นานท่ามกลางความมืด จนกระทั่งปลายนิ้วของเขาสะดุดเข้ากับแฟ้มเอกสารที่เขียนหัวข้อว่า ‘บันทึกการประหารชีวิต’
หัวใจของเขาเต้นระรัว ไคเปิดแฟ้มนั้นออกอย่างช้าๆ ไล่สายตาไปตามรายชื่อของผู้ที่ถูกตัดสินให้ตาย จนกระทั่งเขาพบชื่อของตัวเอง
‘ไค – ผู้ถูกอัญเชิญไร้ตรา สถานะ: เสียชีวิตแล้ว’
ในสายตาของโลกใบนี้ เขาได้ตายไปแล้วจริงๆ เขาคือศพที่ไม่มีชื่อ คือวิญญาณที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ แต่แทนที่จะรู้สึกสิ้นหวัง ไคกลับรู้สึกถึงอิสรภาพอย่างประหลาด เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป
ข่าวลือเกี่ยวกับ ‘คลังลับ’ ของราชสำนักแพร่สะพัดอยู่ในหมู่คนไร้ตรา มันคือสถานที่เก็บของกลางที่ยึดมาจากอาชญากรและเป็นที่ทดลองอาวุธเวทมนตร์ ลูน่าเตือนว่ามันอันตรายเกินไป แต่ไคตัดสินใจแล้ว เขาต้องการบางสิ่งที่จะใช้ต่อกรกับคนที่มีตราอำนาจได้
เขาวางแผนลอบเข้าไปในคลังลับโดยอาศัยความชุลมุนตอนเปลี่ยนเวรยาม คลังแห่งนี้ถูกป้องกันด้วยเวทมนตร์หลายชั้น แต่ด้วยข้อมูลจากลูน่า ทำให้ไครู้ถึงช่องโหว่เล็กๆ ที่คนธรรมดาสามารถผ่านเข้าไปได้ ภายในคลังเต็มไปด้วยของวิเศษมากมาย แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของไคคือดาบเล่มหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในตู้กระจก มันเป็นดาบสีดำทมิฬทั้งเล่ม ไม่มีลวดลายหรืออัญมณีประดับแม้แต่น้อย แต่กลับแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนน่าขนลุก
ป้ายที่ติดอยู่หน้าตู้เขียนไว้ว่า ‘ดาบผู้พิพากษา – อาวุธต้นแบบสำหรับทดลองกับผู้ไร้ตรา’
ไคทุบกระจกจนแตกและคว้าดาบเล่มนั้นขึ้นมา ทันทีที่สัมผัส ดาบก็ดูดซับพลังชีวิตของเขาไปส่วนหนึ่งราวกับสิ่งมีชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่างที่ไหลย้อนกลับเข้ามาในร่าง เขารู้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือสิ่งที่เขาตามหา
ระหว่างทางหลบหนี เขาถูกทหารยามกลุ่มหนึ่งล้อมไว้ หัวหน้าทหารยามแสยะยิ้มอย่างเหยียดหยามเมื่อเห็นว่าไคไม่มีตรา “ไอ้พวกไร้ค่า คิดจะมาขโมยของของหลวงเรอะ วันนี้แกได้ไปนอนในคุกจนหัวโตแน่!”
ว่าแล้วชายคนนั้นก็ปลดปล่อยพลังจากตราบนหลังมือของเขา มันเป็นตราแห่งพันธนาการที่สร้างโซ่พลังงานพุ่งเข้ามารัดตัวไค แต่ก่อนที่โซ่จะมาถึงตัว ไคก็ตวัดดาบดำในมือออกไปตามสัญชาตญาณ
สิ่งที่เกิดขึ้นน่าเหลือเชื่อ คมดาบไม่ได้ตัดโซ่ แต่เมื่อมันสัมผัสกับพลังงานนั้น โซ่เวทมนตร์ก็สลายหายไปในอากาศทันที ไม่เพียงเท่านั้น ตราบนหลังมือของหัวหน้าทหารยามก็พลันมอดดับลงราวกับเปลวเทียนต้องลม
“อะไรกัน...พลังของข้า!” ชายคนนั้นร้องอย่างตื่นตระหนก เขาลองรวบรวมพลังอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตราของเขาดับสนิท เขากลายเป็นคนธรรมดาไปแล้ว
ไคเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ดาบเล่มนี้...มันสามารถลบตราอำนาจของคนอื่นได้!
เขาฉวยโอกาสที่ทหารยามคนอื่นๆ กำลังสับสน หลบหนีออกมาจากคลังลับได้สำเร็จ คืนนั้น เขากลับไปที่เขตร้างอีกครั้ง และได้เห็นภาพที่ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน เจ้าหน้าที่เก็บส่วยคนหนึ่งกำลังทุบตีชายชราที่ไม่มีเงินจ่ายอย่างทารุณ ผู้คนรอบข้างได้แต่ยืนมองด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย
ไคเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่คนนั้น “หยุดซะ”
เจ้าหน้าที่หันมามองเขาด้วยสายตาดูถูก “แกเป็นใครวะ ไอ้ไร้ตรา? อยากเจ็บตัวอีกคนรึไง!” มันง้างหมัดหมายจะชกหน้าไค
แต่ไคเร็วกว่า เขายกดาบดำขึ้นมา แตะปลายดาบเข้าที่หลังมือของเจ้าหน้าที่เบาๆ แสงจากตราของมันวูบดับลงทันที
เจ้าหน้าที่ชะงักงัน ใบหน้าซีดเผือดเมื่อพบว่าพลังของตนหายไปแล้ว ความโอหังเมื่อครู่สลายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ไคกระชากคอเสื้อของมันขึ้นมา ยกดาบขึ้นจ่อคอหอยเย็นเฉียบ
“ตอนที่แกมีอำนาจ” ไคถามเสียงเย็น “แกเคยให้โอกาสเหยื่อของแกพูดไหม?”
“ได้โปรด...อย่าฆ่าข้าเลย” เจ้าหน้าที่คอรัปชันตัวสั่นเทาอยู่แทบเท้าของไค พลังอำนาจที่เคยค้ำจุนความโอหังของมันได้หายไปแล้ว เหลือเพียงชายร่างท้วมขี้ขลาดคนหนึ่ง
ไคไม่ได้ต้องการฆ่าเขา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนแรก เขาต้องการให้มันสารภาพผิดต่อหน้าผู้คนที่มันเคยข่มเหง ต้องการให้มันได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เคยมอบให้ผู้อื่น “สารภาพมาซะ ว่าแกทำอะไรกับคนพวกนี้บ้าง”
แต่แทนที่จะสำนึกผิด เจ้าหน้าที่กลับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ฮ่าๆๆๆ คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้อะไรขึ้นมาวะ? ต่อให้ข้าไม่มีตรา แต่ข้าก็ยังเป็นคนของทางการ แค่ข้ากลับไปรายงาน พวกแกทุกคนก็ต้องตาย! ระบบไม่มีวันลงโทษคนอย่างข้าเพื่อไอ้พวกขยะอย่างพวกแกหรอก!”
คำพูดนั้นจุดไฟในใจของไคให้ลุกโชน มันคือความจริงที่น่าชังที่สุดของโลกใบนี้ ความยุติธรรมมีไว้สำหรับคนที่มีอำนาจเท่านั้น เจ้าหน้าที่ฉวยโอกาสที่ไคชะงัก คว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้ออกมาแทงสวน หมายจะปลิดชีวิตเขา
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แม้จะไม่มีพลังจากตรา แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังตัวใหญ่และแข็งแรงกว่าไคมาก มันใช้ร่างกายที่ใหญ่โตพุ่งเข้าชน แต่ไคอาศัยความคล่องตัวหลบหลีกและใช้ดาบดำในมือเป็นอาวุธ ในที่สุด คมดาบดำก็ได้ลิ้มรสเลือดเป็นครั้งแรก มันแทงทะลุหัวใจของเจ้าหน้าที่คนนั้น ร่างท้วมล้มลงแน่นิ่ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความไม่เชื่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น ไคยืนหอบหายใจอยู่เหนือศพ มือที่กำดาบสั่นเทา นี่คือการฆ่าคนครั้งแรกของเขา เขาบอกตัวเองว่านี่คือความยุติธรรม นี่คือการลงทัณฑ์ที่คนชั่วสมควรได้รับ
เมื่อลูน่ามาถึงที่เกิดเหตุ เธอเห็นร่างไร้วิญญาณและสัญลักษณ์ดาบสีดำที่ไควาดทิ้งไว้บนกำแพงด้วยเลือดของเจ้าหน้าที่คนนั้น เธอมองไคด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“มันสมควรตาย” ไคตอบเสียงแข็ง “มันขู่จะฆ่าทุกคนที่นี่”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนดี” ลูน่าพูดสวน “แต่เมื่อไหร่นายเริ่มตัดสินใจว่าใครควรอยู่ใครควรตาย เมื่อนายกลายเป็นทั้งผู้กล่าวหา ผู้พิพากษา และเพชฌฆาตในคนเดียวกัน...ก็จะไม่มีใครตรวจสอบการตัดสินใจของนายได้อีกแล้วนะไค”
คำพูดของลูน่าเสียดแทงใจเขา แต่มันก็ถูกกลบด้วยความรู้สึกพึงพอใจที่ได้ล้างแค้น เขามองไปยังชาวบ้านที่เคยถูกกดขี่ บัดนี้พวกเขามองมาที่เขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความหวัง
ข่าวการตายของเจ้าหน้าที่คอรัปชันแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเรื่องเล่าของผู้ล้างแค้นลึกลับและสัญลักษณ์ดาบดำที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ
EP 5: ชื่อที่ประชาชนตั้งให้
เพียงไม่กี่สัปดาห์ การฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ฉ้อฉลก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะมีสัญลักษณ์ดาบดำถูกทิ้งไว้เสมอ ผู้คนเริ่มเรียกฆาตกรลึกลับคนนี้ด้วยฉายาต่างๆ นานา แต่ชื่อที่ติดปากที่สุดคือ “ผู้พิพากษาดำ”
ความคิดเห็นของผู้คนแตกออกเป็นสองฝ่าย บางคนมองว่าเขาคือวีรบุรุษในเงามืดที่คอยลงทัณฑ์คนชั่วที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง พวกเขาแอบส่งข่าวและรายชื่อของเจ้าหน้าที่ทุจริตมาให้เขาอย่างลับๆ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับหวาดกลัวว่าเขาจะกลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้ความรุนแรงตัดสินทุกอย่าง
ไคในชุดคลุมและหน้ากาก ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการล้างแค้นไปแล้ว เขาไล่ล่าตามรายชื่อที่ได้รับมา จัดการกับเป้าหมายทีละคนๆ ความรู้สึกผิดบาปจากการฆ่าครั้งแรกจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ เขาเชื่อว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง กำลังชำระล้างความสกปรกของอาณาจักรนี้
คืนหนึ่ง เขาได้รับข้อมูลชิ้นใหม่ มันเป็นรายชื่อของขุนนางหลายคนที่ร่วมลงนามในคำสั่งประหารชีวิตเขา และในรายชื่อถัดไปที่เขาต้องจัดการ คือชื่อของนายทหารคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับเรนมากที่สุด
ความทรงจำถึงวันนั้นย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาอีกครั้ง คำกระซิบของเรน...แววตาที่เย็นชา...คมดาบที่ฟาดลงมา ความแค้นส่วนตัวและภารกิจเพื่อส่วนรวมได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ขณะที่ไคกำลังวางแผนการล่าครั้งต่อไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นใบประกาศจับที่ติดอยู่ทั่วกำแพงเมือง มันเป็นคำสั่งโดยตรงจากเรน ผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักร
ในใบประกาศนั้น มีภาพวาดของชายในหน้ากาก พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ผู้พิพากษาดำ” คือฆาตกรโหดเหี้ยมที่ต้องการทำลายความสงบสุขของอาณาจักร และมีรางวัลนำจับมหาศาลสำหรับผู้ที่สามารถมอบหัวของเขาให้ทางการได้
ไคถอดหน้ากากของตัวเองออกช้าๆ เขามองภาพวาดในใบประกาศสลับกับเงาสะท้อนของตัวเองในแอ่งน้ำสกปรกข้างทาง ในสายตาของโลก เขาคือคนชั่ว ในขณะที่เรนคือวีรบุรุษ ทั้งที่ความจริงมันกลับตาลปัตรไปหมด
“แกคิดว่าจะใช้ตำแหน่งของแกบิดเบือนความจริงได้งั้นเหรอ เรน” ไคพึมพำกับตัวเอง “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะใช้ดาบของฉันนี่แหละ พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น”
เรนจัดตั้งหน่วยพิเศษขึ้นมาเพื่อตามล่า ‘ผู้พิพากษาดำ’ โดยเฉพาะ เขานำทัพด้วยตนเอง ประกาศก้องต่อหน้าประชาชนว่าจะนำตัวฆาตกรมาลงโทษและฟื้นฟูความสงบสุขกลับคืนมาให้ได้ ภาพลักษณ์ของวีรบุรุษผู้ปกป้องทำให้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่ในที่ประชุมลับกับนายทหารคนสนิท คำสั่งของเรนกลับแตกต่างออกไป
“นอกจากตามล่าผู้พิพากษาดำแล้ว ให้กำจัดพยานทุกคนที่รู้เรื่องเบื้องหลังการประหารไคด้วย อย่าให้เหลือใครก็ตามที่สามารถสาวความจริงมาถึงตัวข้าได้”
ขณะเดียวกัน ไคก็กำลังเคลื่อนไหวเช่นกัน เป้าหมายของเขาคือนายพลบาร์ตัน หนึ่งในผู้ที่ลงนามสั่งประหารเขา ไคบุกเข้าไปในคฤหาสน์ของบาร์ตันกลางดึก จัดการองครักษ์และจับตัวนายพลเฒ่าไว้ได้สำเร็จ
“แกคือ...ผู้พิพากษาดำ” บาร์ตันพูดเสียงสั่น แม้จะพยายามรักษาท่าที แต่ความกลัวก็ฉายชัดในแววตา
“ฉันมาเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนที่แกเคยตัดสินให้ตาย” ไคกดปลายดาบดำลงบนคอของบาร์ตัน “สารภาพความจริงออกมาทั้งหมดซะ แล้วฉันอาจจะไว้ชีวิตแก”
ไคตั้งใจจะนำตัวบาร์ตันไปเปิดโปงต่อหน้าสาธารณชน ให้เขาเป็นพยานปากเอกที่จะทำลายชื่อเสียงจอมปลอมของเรน แต่บาร์ตันกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ความยุติธรรมเรอะ? เด็กน้อยเอ๋ย เจ้ายังไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ” นายพลเฒ่ามองไคด้วยสายตาสมเพช “เจ้าคิดว่าเรนทรยศเจ้าเพราะกลัวพลังของเจ้ารึ? ไม่เลย...เจ้ามันโง่สิ้นดี”
บาร์ตันยืดตัวขึ้น เผชิญหน้ากับคมดาบอย่างไม่เกรงกลัว “เจ้าไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เจ้าคือผลลัพธ์ที่พวกเราต้องการ เจ้าคือสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นต่างหาก!”
EP 7: ผู้กล้าคือผลการทดลอง
ก่อนที่ไคจะได้เค้นความจริงต่อจากปากบาร์ตัน สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น หน่วยพิเศษของเรนมาถึงเร็วกว่าที่คิด ไคจำเป็นต้องล่าถอย แต่คำพูดของบาร์ตันยังคงก้องอยู่ในหัว ‘เจ้าคือสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้น’ มันหมายความว่าอะไรกันแน่?
ในขณะที่เขากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในตรอกมืด ก็มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ เป็นหญิงสาวในชุดขุนนางชั้นสูงที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังสับสน” เธอกล่าว “ฉันช่วยคุณได้ ฉันชื่อเซเรน่า”
ไคตั้งดาบเตรียมป้องกันตัว แต่เซเรน่าไม่มีทีท่าคุกคาม เธอคือเจ้าหญิงเซเรน่า ผู้ดูแลหอจดหมายเหตุลับของราชวงศ์ เธอติดต่อไคเพราะเธอคือคนเดียวที่รู้ความจริงทั้งหมด
เซเรน่านัดพบกับไคในห้องสมุดใต้ดินที่ถูกลืม เธอนำเอกสารโบราณมากมายออกมากางให้เขาดู มันคือบันทึกการอัญเชิญคนจากต่างโลกที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรนี้
“ราชสำนักไม่ได้อัญเชิญวีรบุรุษ” เซเรน่าอธิบาย “พวกเขาอัญเชิญ ‘วัตถุดิบ’ เพื่อนำมาสร้างเป็นอาวุธ คนที่ได้รับตราทรงพลังจะถูกฝึกฝนและล้างสมองให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ที่จงรักภักดี ส่วนคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือ...ไม่มีตราเลย จะถูกกำจัดทิ้งเพื่อปิดบังความลับของการทดลอง”
หัวใจของไคเย็นวาบ “หมายความว่า...”
“คุณไม่ใช่ความผิดพลาด” เซเรน่าพูดต่อ “การมีอยู่ของคุณต่างหากที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวของระบบ การที่คนไร้ตราถูกอัญเชิญมาพร้อมกับผู้มีตราสูงสุด คือข้อบกพร่องที่ราชสำนักพยายามซ่อนมาตลอดหลายร้อยปี พวกเขาจึงต้องกำจัดคุณทิ้ง”
เธอหยิบเอกสารฉบับหนึ่งยื่นให้ไค มันคือบันทึกคำสั่งลับที่ประทับตราของสภาสูงสุด ไคเปิดอ่านมันช้าๆ มือของเขาสั่นจนควบคุมไม่ได้
เอกสารหน้าสุดท้ายระบุคำสั่งที่ชัดเจน...มอบหมายให้ ‘เรน’ ผู้ถูกเลือกคนใหม่ เป็นผู้ลงมือสังหาร ‘ไค’ วัตถุดิบที่ผิดพลาด...โดยคำสั่งนี้ถูกอนุมัติตั้งแต่ก่อนที่พิธีอัญเชิญจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ความไว้ใจทั้งหมดที่เคยมีให้เพื่อนพังทลายลงไม่มีชิ้นดี มันไม่ใช่การตัดสินใจที่หน้างาน ไม่ใช่การทรยศเพราะความจำเป็น แต่เป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้น เรนรู้มาตลอดว่าต้องฆ่าเขา
EP 8: เจ้าหญิงที่รู้มากเกินไป
ยังไม่ทันที่ไคจะทันได้ประมวลผลความจริงอันน่าตกตะลึง ประตูห้องสมุดใต้ดินก็ถูกพังเข้ามาพร้อมกับร่างของเรนในชุดเกราะเต็มยศ เขาตามรอยเซเรน่ามาจนถึงที่นี่
“ส่งเอกสารทั้งหมดมา เซเรน่า” เรนสั่งเสียงกร้าว ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีทอง
“ไม่มีวัน” เจ้าหญิงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว เธอใช้ตราผนึกซึ่งเป็นพลังประจำราชวงศ์ พยายามจะหยุดพลังของเรน แต่ตราผู้พิทักษ์นั้นแข็งแกร่งเกินไป มันแค่ทำให้เรนชะงักไปชั่วครู่เท่านั้น ในด้านการต่อสู้ เซเรน่าไม่อาจเทียบกับวีรบุรุษที่ถูกฝึกมาเพื่อเป็นอาวุธสังหารได้เลย
“ไค หนีไป!” เซเรน่าตะโกน พร้อมกับใช้พลังทั้งหมดสร้างม่านพลังป้องกันให้ไคมีโอกาสหลบหนี
เรนมองไคที่กำลังลังเลด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหันกลับมาหาเซเรน่า “เธอรู้มากเกินไป”
คมดาบสีทองฟาดฟันลงมาอย่างไร้ความปรานี
เมื่อไคย้อนกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หน่วยพิเศษล่าถอยไปแล้ว เขาก็พบเพียงร่างไร้วิญญาณของเจ้าหญิงเซเรน่านอนจมกองเลือดอยู่กลางห้องสมุด เอกสารส่วนใหญ่ถูกเผาทำลายหรือไม่ก็ถูกยึดไป แต่บนพื้นข้างๆ ตัวเธอ มีข้อความที่เขียนด้วยเลือดหยดสุดท้ายของชีวิต
“อย่าเชื่อคำสารภาพของเรน”
วันรุ่งขึ้น เรนประกาศต่อหน้าสาธารณชนด้วยใบหน้าที่เศร้าสลด เขาอ้างว่าเจ้าหญิงเซเรน่าถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยฝีมือของผู้พิพากษาดำ ความโกรธแค้นต่อการสูญเสียเชื้อพระวงศ์อันเป็นที่รักถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความเกลียดชังที่มีต่อไค ผู้คนพากันสาปแช่งผู้พิพากษาดำและเรียกร้องให้เรนล้างแค้นให้เจ้าหญิง
ไคกำหมัดแน่น เขากลายเป็นฆาตกรในสายตาของทุกคนอีกครั้ง โดยฝีมือของเพื่อนทรยศที่แสนเลือดเย็น
EP 9: ความยุติธรรมถูกซื้อได้
ไคพยายามเปิดโปงความจริง เขาใช้เอกสารส่วนน้อยที่รอดมาได้ เผยแพร่ให้สาธารณชนได้เห็นว่าราชสำนักอยู่เบื้องหลังการตายของเจ้าหญิง แต่เรนก็ใช้สื่อและอำนาจรัฐในมือตอบโต้อย่างรวดเร็ว เขาจ้างผู้เชี่ยวชาญออกมาประกาศว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใส่ร้ายป้ายสีวีรบุรุษของพวกเขา ประชาชนถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายทันที ฝ่ายที่เริ่มคลางแคลงใจในตัวเรน และฝ่ายที่เชื่อมั่นในตัววีรบุรุษของตนอย่างสุดหัวใจและมองว่าไคคือผู้ก่อการร้าย
ความจริงกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีเสียงดังกว่ากัน ไคตระหนักว่าแค่หลักฐานมันไม่พอ เขาต้องทำลายความน่าเชื่อถือของเรนให้สิ้นซาก เขาจึงตามล่าและจับตัวเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาประกาศว่าเอกสารเป็นของปลอมได้สำเร็จ
“ข้าถูกบังคับให้ทำ” เจ้าหน้าที่ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อถูกดาบดำจ่อคอ “เรนขู่จะฆ่าครอบครัวข้า ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้ายอมรับผิดทุกอย่าง”
ไคมองชายที่กำลังตัวสั่นอยู่ตรงหน้า ในใจของเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก หากปล่อยชายคนนี้ไป เขาอาจจะกลับคำให้การ หรือเรนอาจจะส่งคนมาปิดปากเขาก่อนที่จะได้พูดความจริง แต่ถ้าฆ่าเขา...
ความกลัวว่าแผนจะพังทลายมีอำนาจเหนือกว่าความเมตตา ไคตัดสินใจเลือกทางที่ไม่มีความเสี่ยง
ฉึ่ก! ดาบดำแทงทะลุร่างของเจ้าหน้าที่คนนั้น
ลูน่าที่สะกดรอยตามมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพอดี เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง “เขาจะยอมช่วยนายแล้วแท้ๆ ทำไมนายต้องฆ่าเขาด้วย”
“มันเสี่ยงเกินไป” ไคตอบโดยไม่มองหน้าเธอ
“ไม่” ลูน่าสวนกลับ “ตอนนี้นายไม่ได้ฆ่าเขาเพื่อความจริงแล้ว เจ้าแค่ฆ่าเพราะกลัวว่าเขาจะทำให้แผนของเจ้าพัง”
แววตาของไคที่มองกลับมา ทำให้ลูน่ารู้สึกราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
เรนใช้การตายของเจ้าหญิงเป็นข้ออ้างในการประกาศใช้กฎอัยการศึก เขากล่าวปราศรัยอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานประหารที่เดียวกับที่ไคเคยถูกตัดสินให้ตาย เขาสัญญาว่าจะกำจัดผู้ก่อการร้ายให้สิ้นซากและจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชนให้ปลอดภัย
เบื้องหลังคำพูดสวยหรูนั้น คือการจับกุมและสังหารผู้เห็นต่างอย่างเงียบๆ ใครก็ตามที่ตั้งคำถามกับทางการจะถูกตีตราว่าเป็นแนวร่วมของผู้พิพากษาดำและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเข้าปกคลุมทั่วเมืองหลวง แต่คนส่วนใหญ่กลับยินดีกับมัน พวกเขายอมแลกเสรีภาพกับความรู้สึกปลอดภัยจอมปลอมที่เรนมอบให้
ไคแฝงตัวอยู่ในฝูงชน เขาเห็นประชาชนพากันปรบมือโห่ร้องให้กับเรนราวกับพระเจ้า พวกเขาเลือกที่จะเชื่อในคำโกหกที่ฟังสบายหู มากกว่าความจริงที่เจ็บปวด
ในวินาทีนั้นเอง ไคก็ตระหนักได้ว่าความจริงไม่มีความหมายอะไรเลย หากคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะฟังมัน เขาต่อสู้มาทั้งหมดเพื่ออะไร? เพื่อคนที่พร้อมจะหันหลังให้ความจริงเพื่อความสบายใจของตัวเองน่ะหรือ?
คืนนั้น ไคกลับไปยังที่ซ่อนของเขา เขามองเอกสารหลักฐานที่เหลืออยู่ในมือ มันคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับความยุติธรรมที่เขาเคยเชื่อมั่น แต่ตอนนี้มันดูไร้ค่าสิ้นดี
เขาโยนเอกสารทั้งหมดลงในกองไฟ ปล่อยให้เปลวเพลิงกลืนกินความจริงชิ้นสุดท้ายไปต่อหน้าต่อตา
“ถ้าพวกเขาต้องการปีศาจ” ไคกล่าวกับเงาสะท้อนของตัวเองในความมืด “ฉันก็จะเป็นปีศาจให้ดู”
EP 11: ไม่มีพยาน ไม่มีความจริง
ไคเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเลิกพยายามเปิดโปงความจริงต่อสาธารณะ การต่อสู้ของเขาไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การแสวงหาความยุติธรรมอีกต่อไป มันกลายเป็นการกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก เขาสังหารเจ้าหน้าที่และขุนนางในรายชื่อที่เคยได้รับมาอย่างเลือดเย็น ไม่มีการไต่สวน ไม่มีการให้โอกาสแก้ตัว การกำจัดคนชั่วกลายเป็นการกำจัดทุกคนที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของเขา ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะผิดจริงหรือไม่ก็ตาม
ลูน่าเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวนี้ เธอพยายามทัดทานเขา แต่ก็ไร้ผล เมื่อเห็นว่าไคกำลังจะลงมือสังหารขุนนางคนหนึ่งที่เธอรู้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะเขาสนับสนุนระบอบเก่า ลูน่าจึงตัดสินใจลงมือเอง เธอแอบเข้าไปขโมยรายชื่อเป้าหมายของไค เพื่อหวังจะเตือนและช่วยเหลือคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้หนีไปก่อน
แต่ไคจับได้ เขาเผชิญหน้ากับเธอในที่ซ่อน แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธเกรี้ยว “เธอทำอะไรของเธอ ลูน่า? กำลังช่วยพวกมันงั้นเหรอ!”
“คนที่อยู่ในรายชื่อบางคนเป็นผู้บริสุทธิ์!” ลูน่าเถียงกลับ “นายกำลังจะฆ่าพวกเขาเหมือนกับที่เรนเคยทำ!”
“ใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างศัตรู ก็คือศัตรู” ไคประกาศกร้าว
ความไม่ไว้วางใจปรากฏขึ้นในแววตาของเขาเป็นครั้งแรก เขาชักดาบดำออกมา ชี้ปลายดาบไปที่ลูน่า ผู้หญิงที่เคยช่วยชีวิตเขาและร่วมต่อสู้เคียงข้างกันมาตลอด “อย่าให้ฉันต้องคิดว่าเธอก็เป็นศัตรูของฉันอีกคนนะ ลูน่า”
แม้ว่าสุดท้ายเขาจะลดดาบลงและปล่อยเธอไป แต่คมดาบนั้นก็ได้ตัดผ่านความสัมพันธ์ของทั้งคู่จนขาดสะบั้น ความไว้วางใจที่เคยมีให้กันได้แตกสลายลงอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม
EP 12: คนไร้ตราปะทะวีรบุรุษ
เป้าหมายสุดท้ายในรายชื่อของไคมีเพียงคนเดียว—เรน
เขาบุกเดี่ยวไปยังศาลสูงสุด ที่ซึ่งเรนกำลังประชุมกับเหล่าขุนนาง การปรากฏตัวของผู้พิพากษาดำสร้างความแตกตื่นไปทั่ว แต่ครั้งนี้ไคไม่ได้หลบซ่อนในเงามืดอีกต่อไป เขาถอดหน้ากากออก เผยใบหน้าที่ทุกคนเชื่อว่าตายไปแล้วต่อหน้าทุกคน
“ไค...” เรนพึมพำด้วยความตกใจ แต่ก็กลับมาควบคุมสติได้อย่างรวดเร็ว
“แกแปลกใจเหรอที่ฉันยังไม่ตาย” ไคพูดเสียงเย็น “วันนี้ฉันมาเพื่อพิพากษาแก เรน”
การต่อสู้ที่ทุกคนรอคอยได้เริ่มขึ้นแล้ว เรนในฐานะผู้มีตราผู้พิทักษ์ระดับสูงสุดนั้นแข็งแกร่งกว่าไคในทุกๆ ด้าน พลังของเขาสามารถสร้างเกราะป้องกันและปล่อยคลื่นพลังทำลายล้างได้ แต่ไคมีดาบดำ อาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถลบล้างพลังของเรนได้
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด เรนเหนือกว่าในด้านพลังและทักษะ แต่ทุกครั้งที่ดาบดำเข้าใกล้ ตราของเขาก็จะอ่อนกำลังลงชั่วขณะ ไคที่รู้ว่าสู้ตรงๆ ไม่ได้ จึงใช้เล่ห์เหลี่ยมและสภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ เขาล่อให้เรนเข้าไปในจุดที่วางกับดักไว้ และใช้จังหวะที่เรนเสียหลักเพราะพลังถูกลบชั่วคราว โจมตีเข้าที่จุดตาย
ในที่สุด เรนก็พลาดท่า เขาถูกดาบดำแทงเข้าที่สีข้างจนล้มลงคุกเข่า ไคมีโอกาสที่จะจับเขาทั้งเป็น ใช้เขาเป็นพยานเพื่อเปิดโปงเครือข่ายเบื้องหลังทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ลูน่าต้องการ คือหนทางสู่กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง
แต่ไคไม่ได้เลือกหนทางนั้น เขามองใบหน้าของเพื่อนที่ทรยศ ความแค้นที่สุมอยู่ในอกมานานนับปีได้ปะทุขึ้นมา เขายกดาบดำขึ้นสูง และแทงทะลวงหัวใจของเรนต่อหน้าขุนนางและทหารนับร้อย
วินาทีที่วีรบุรุษของประชาชนสิ้นใจ โอกาสที่จะสาวไส้ระบอบเก่าผ่านกระบวนการยุติธรรมก็ตายตามไปด้วย ไคได้เลือกเส้นทางแห่งการล้างแค้นโดยสมบูรณ์แล้ว
EP 13: บัลลังก์ที่ได้มาด้วยเลือด
การตายของเรนทำให้ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรล่มสลาย ขุนนางและนายทหารต่างแก่งแย่งชิงดีกันจนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม ไคฉวยโอกาสนี้ เขารวบรวมกองกำลังจากกลุ่มคนไร้ตราและประชาชนที่สิ้นหวังกับระบอบเก่า เข้ายึดพระราชวังและตั้งตนเป็นผู้ปกครองคนใหม่
เขาประกาศก้องจากบนบัลลังก์ว่าจะยกเลิกระบบตราที่กดขี่ จะสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ คำสัญญาของเขาทำให้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามในช่วงแรก ประชาชนต่างเฉลิมฉลองให้กับยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง
แต่เมื่อไคเริ่มลงมือปฏิรูปจริงๆ เขาก็ต้องพบกับแรงต้านจากกลุ่มขุนนางเก่าและประชาชนบางส่วนที่ยังคงยึดติดกับระบอบเดิม เมื่อการเจรจาไม่ได้ผล ไคก็เริ่มใช้กำลังบังคับ เขาเชื่อว่าเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเขานั้นชอบธรรมพอที่จะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้มันสำเร็จ
เขาลงนามในคำสั่งฉบับแรกในฐานะผู้ปกครอง ‘ให้จับกุมและคุมขังผู้ที่ให้การสนับสนุนระบอบเก่าทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น’
จากผู้ปลดแอก ไคกำลังจะกลายเป็นผู้กดขี่คนใหม่เสียเอง
EP 14: กฎหมายของคนคนเดียว
ไคยุบระบบศาลยุติธรรมแบบเดิมทิ้งทั้งหมด เขาอ้างว่ากระบวนการที่ซับซ้อนและล่าช้าคือช่องโหว่ที่ทำให้คนรวยและคนมีอำนาจใช้เงินซื้อความยุติธรรมได้ เขาจึงตั้ง ‘ศาลประชาชน’ ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นศาลพิเศษที่ตัวเขาเองเป็นผู้พิพากษาสูงสุด สามารถตัดสินคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องมีทนายหรือการสืบพยาน
ในช่วงแรก ศาลใหม่นี้สามารถลงโทษคนผิดได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่ไม่นาน มันก็เริ่มสร้างปัญหา ศาลที่ตัดสินโดยใช้เพียงความรู้สึกและอำเภอใจของผู้พิพากษาคนเดียว เริ่มลงโทษผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิรูป จะถูกตัดสินว่าผิดทันทีโดยไม่มีโอกาสได้แก้ต่าง
ผู้คนที่เคยสนับสนุนไคเริ่มหวาดกลัวเขา อำนาจเบ็ดเสร็จได้เปลี่ยนวีรบุรุษของพวกเขาให้กลายเป็นทรราช
วันหนึ่ง ขณะที่ไคกำลังเดินตรวจตราในเมือง มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งเข้ามาเกาะขาเขาไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ “ท่านผู้พิพากษา...ท่านเป็นคนดีใช่ไหม?”
ไคย่อตัวลงและยิ้มให้เธอ “ใช่สิ ข้าเป็นคนดี”
“ถ้าอย่างนั้น” เด็กหญิงถามต่อ น้ำตาไหลอาบแก้ม “ทำไมแม่ของหนูถึงถูกฆ่าล่ะคะ? เธอแค่บอกว่าเธอคิดถึงพระราชาองค์ก่อนเท่านั้นเอง”
คำถามนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจของไค เขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งงัน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยลงนามในคำสั่งประหารแม่ของเด็กคนนี้ไปตอนไหน เขาทำได้เพียงสั่งให้ทหารองครักษ์พาเด็กคนนั้นออกไปให้พ้นสายตา
EP 15: วันที่ลูน่ากลายเป็นศัตรู
ลูน่าไม่อาจทนดูสิ่งที่ไคทำได้อีกต่อไป เธอลอบรวบรวมหลักฐานการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ และบันทึกคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมของไคเอาไว้ทั้งหมด เธอรู้ดีว่านี่คือการกระทำที่เสี่ยงตาย แต่เธอต้องหยุดเขาให้ได้
เธอเผชิญหน้ากับเขาเป็นครั้งสุดท้ายในห้องทรงงานที่ว่างเปล่า “มองดูสิ่งที่นายทำสิไค” เธอกล่าวพร้อมกับโยนรายชื่อผู้เสียชีวิตลงบนโต๊ะ “คนที่นายฆ่าในตอนนี้ ไม่ได้ต่างอะไรจากคนที่เรนเคยกำจัดเลยแม้แต่น้อย”
“พวกเขาคืออุปสรรคต่อการปฏิรูป” ไคตอบเสียงเย็นชา “การเสียสละเพียงเล็กน้อยเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า”
“นี่ไม่ใช่การเสียสละ นี่คือการฆาตกรรม!” ลูน่าตะโกน “นายกลายเป็นปีศาจตัวเดียวกับที่นายเคยต่อสู้ไปด้วยแล้ว!”
“เธอทรยศฉัน ลูน่า” แววตาของไคว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก “เธอเข้าข้างศัตรูของรัฐ”
เขาสั่งให้ทหารจับกุมเธอในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายต่อต้าน แต่ลูน่าเตรียมตัวมาดี เธอใช้ระเบิดควันสร้างความสับสนและหลบหนีออกจากวังไปได้พร้อมกับหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่อยู่ในมือ
ก่อนที่ประตูจะปิดลง เธอหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ “ฉันเคยช่วยนายให้รอดจากความตายได้ แต่ดูเหมือนว่า...ฉันจะช่วยนายให้รอดจากตัวเองไม่ได้แล้ว”
ผลข้างเคียงจากการใช้พลังของดาบดำเริ่มแสดงอาการรุนแรงขึ้น ทุกครั้งที่ไคใช้มันลบตราอำนาจของคนอื่น มันจะลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับคนที่เขารักไปทีละส่วน ตอนนี้เขามองภาพวาดของลูน่า แต่กลับจำไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้สำคัญกับเขาอย่างไร เขารู้แค่ว่าเธอคือคนทรยศ
เขาค้นเจอบันทึกเล่มเก่าที่ตัวเองเคยเขียนไว้ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ได้ดาบมา ข้อความในนั้นเขียนด้วยลายมือของเขาเองว่า ‘กฎข้อแรก: ห้ามฆ่าคนบริสุทธิ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น’
ไคมองข้อความนั้นด้วยความรู้สึกแปลกแยก เขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะเคยเขียนอะไรที่อ่อนแอแบบนี้ มันต้องเป็นของปลอมที่ลูน่าสร้างขึ้นเพื่อทำให้เขาไขว้เขวแน่ๆ
เขาฉีกกระดาษหน้านั้นทิ้งลงถังขยะ และออกคำสั่งให้ทหารทั่วอาณาจักรตามล่าตัวลูน่ามาให้ได้ โดยตั้งข้อหาว่าเธอเป็นผู้สร้างหลักฐานปลอมเพื่อล้มล้างการปกครองของเขา
ความทรงจำถึงตัวตนเก่าๆ ของเขาได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงทรราชผู้หวาดระแวงที่มองทุกคนเป็นศัตรู
ลูน่านำหลักฐานทั้งหมดที่เธอรวบรวมมาเปิดโปงต่อสาธารณชน ภาพการสังหารและคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมของไคถูกเผยแพร่ออกไปทั่วอาณาจักร ประชาชนที่เคยหวาดกลัวเริ่มรวมตัวกันลุกขึ้นต่อต้าน แต่ลูน่าไม่ได้ต้องการให้เกิดการนองเลือดหรือการล้างแค้นครั้งใหม่ เธอแค่ต้องการให้ไคหยุดและยอมรับผิด
แต่สำหรับไคที่สูญเสียความทรงจำไปแล้ว การกระทำของประชาชนคือการก่อกบฏ เขาส่งกองทัพเข้าสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม ผู้นำการประท้วงถูกจับกุมและสังหารทันที เลือดของผู้บริสุทธิ์ไหลนองไปทั่วท้องถนนอีกครั้ง
ลูน่ามองภาพความสูญเสียนั้นด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เธอรู้ในทันทีว่าแค่การเปิดโปงมันไม่เพียงพอที่จะหยุดไคได้ ตราบใดที่เขายังมีดาบดำอยู่ในมือ เขาก็จะไม่มีวันยอมแพ้ เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด...กลับเข้าไปในพระราชวังเพื่อเผชิญหน้ากับเขาด้วยตัวเอง
EP 18: คำพิพากษาครั้งสุดท้าย
การกลับมาของลูน่าสร้างความประหลาดใจให้ไคอย่างมาก เธอเดินผ่านเหล่าทหารเข้ามาในท้องพระโรงอย่างองอาจ ไม่มีใครกล้าขวางเธอ
“ฉันมาเพื่อให้นายเลือก ไค” ลูน่ากล่าวอย่างสงบ “สละบัลลังก์ซะ แล้วยอมรับการพิจารณาคดีต่อหน้าประชาชนที่นายเคยทำร้าย”
ไคหัวเราะออกมา “แล้วปล่อยให้อาณาจักรกลับไปอยู่ในมือของพวกคนชั่วอีกครั้งน่ะเหรอ? ไม่มีทาง”
เขาเชื่ออย่างสุดใจว่าตัวเองคือคนเดียวที่สามารถปกป้องโลกใบนี้ได้ และลูน่าคือภัยคุกคามสุดท้ายที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก เขาชักดาบดำออกมาและพุ่งเข้าโจมตีเธอโดยไม่ลังเล
ลูน่าหลบคมดาบได้อย่างฉิวเฉียด เธอไม่ได้มาเพื่อต่อสู้ แต่เพื่อพูดคุย “นายไม่ได้กำลังปกป้องโลกใบนี้หรอกนะไค” เธอกล่าวขณะหลบหลีกการโจมตี “นายกำลังปกป้องตัวเอง...จากการต้องยอมรับว่านายทำผิดพลาดไปแล้ว”
คำพูดของเธอแทงใจดำเขา ทำให้การโจมตีของเขายิ่งบ้าคลั่งและรุนแรงขึ้น
EP 19: คนที่รู้จุดอ่อนของเขา
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ไคมีพลังของดาบดำที่สามารถลบตราพลังของลูน่าได้ แต่ลูน่าก็รู้จักไคดีกว่าใคร เธอรู้จังหวะการโจมตีของเขา และที่สำคัญที่สุด เธอรู้ว่าทุกครั้งที่เขาใช้พลัง ความทรงจำของเขาจะขาดหายไปชั่วขณะ
เธอใช้จังหวะนั้นในการเข้าประชิดตัว “จำวันที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม ไค? นายบาดเจ็บอยู่ในห้องใต้ดิน ฉันเป็นคนรักษานายเอง”
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ!” ไคตวาดและฟันดาบใส่เธออีกครั้ง เขาจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ลูน่าไม่ต้องการฆ่าเขา เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเรียกคืนตัวตนเก่าของเขากลับมา แต่ก็ไร้ผล ในที่สุด เธอก็รู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงใช้แผนสุดท้ายที่เตรียมมา เธอหลอกล่อให้ไคใช้พลังครั้งใหญ่ และในจังหวะที่เขากำลังสับสนเพราะความทรงจำขาดหาย เธอก็ปัดดาบดำจนหลุดออกจากมือของเขาได้สำเร็จ
ดาบสีดำทมิฬตกลงบนพื้นเสียงดังแกร๊ง
ไคยืนนิ่งงัน เขามองมือที่ว่างเปล่าของตัวเองด้วยความไม่เชื่อ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขายืนอยู่โดยไร้ซึ่งพลังอำนาจใดๆ
ลูน่าหยิบดาบดำเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ บัดนี้ สถานการณ์ได้กลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง
EP 20: ผู้พิพากษาที่ถูกพิพากษา
แม้จะไม่มีดาบ แต่สัญชาตญาณนักสู้ของไคก็ยังคงอยู่ เขาพยายามจะคว้าอาวุธอื่นที่อยู่ใกล้ตัว ลูน่ารู้ว่าหากปล่อยให้เขาทำสำเร็จ ผู้คนจะต้องล้มตายอีกนับไม่ถ้วน
เธอตัดสินใจแล้ว...เพื่อหยุดการสังหาร เธอต้องหยุดเขา
ลูน่าพุ่งเข้าไปหาเขา ดาบดำในมือของเธอแทงทะลุเข้าไปในร่างของไค
ในวินาทีสุดท้ายที่ชีวิตกำลังจะดับสูญนั้นเอง ราวกับปาฏิหาริย์ ความทรงจำทั้งหมดของไคก็ไหลบ่ากลับคืนมา เขามองใบหน้าของลูน่า และจำได้ในที่สุดว่าเธอคือใคร คือคนที่เคยช่วยชีวิตเขา คือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ยังเหลืออยู่
“สุดท้าย...” เขาถามด้วยเสียงที่แผ่วเบา “...เธอก็เกลียดฉันเหมือนทุกคนใช่ไหม?”
น้ำตาไหลอาบแก้มของลูน่า “ไม่” เธอตอบ “ฉันแค่ไม่ยอมให้คนที่ฉันเคยรู้จัก...ฆ่าคนอื่นต่อไปอีกแล้ว”
ไคสิ้นใจในอ้อมแขนของเธอ โดยไม่มีคำแก้ตัวใดๆ
ลูน่าทิ้งดาบดำไว้บนบัลลังก์ที่ว่างเปล่า เธอนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้ประชาชน และปล่อยให้พวกเขาเป็นผู้ตัดสินอนาคตของอาณาจักรด้วยตัวเอง
หลายปีต่อมา อาณาจักรได้สร้างระบบศาลยุติธรรมขึ้นมาใหม่ ที่ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมกัน ลูน่ากลายเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง
วันหนึ่ง เด็กนักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นถามเธอว่า “อาจารย์ครับ สรุปแล้ว...ผู้พิพากษาดำเป็นคนชั่วร้ายใช่ไหมครับ?”
ลูน่ามองออกไปนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เขาเคยเป็นคนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรมอย่างที่สุด แต่ไม่มีความอยุติธรรมใดในโลก ที่จะให้สิทธิ์ใครมาตัดสินชีวิตคนอื่นได้ตามใจตัวเองหรอกนะ”