
ปานแดง ในตำนาน
เรื่องเล่าในวงเหล้าของหมู่เพื่อนเกย์มันก็เหมือนๆ กันทุกวงนั่นแหละ เรื่องไซส์ เรื่องลีลา เรื่องเด็ดเรื่องดังของคนที่ได้ไปเจอมา แต่คืนนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ผมฟังแล้วหยุดคิดตามไม่ได้ มันคือเรื่องของ ‘ไต้’ ไอ้หนุ่มวิศวะปีสี่ที่เพื่อนในกลุ่มคนนึงเพิ่งไปได้เสียกับมันมา
“มึง... คือกูไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันเด็ดสัสๆ” ไอ้เจต เพื่อนผมเปิดประเด็นขึ้นมาด้วยตาที่ยังฉ่ำเยิ้มเหมือนเพิ่งเสพอะไรมา “ควยมันไม่ได้ใหญ่เว่อร์นะเว้ย แต่ทรงสวยชิบหาย แล้วที่พีคคือ... หัวควยแม่งมีปาน”
ทั้งวงเงียบกริบ “ปาน?” ผมทวนคำ “ปานแดงๆ เหมือนไฝอะนะ?”
“เออ! ปานสีแดงเข้มๆ อยู่ตรงหัวบานๆ ของมันน่ะแหละ ตอนแรกกูนึกว่ามันเป็นแผลหรืออะไร แต่พอมันแข็งเต็มที่แล้วกูได้อมเท่านั้นแหละมึงเอ๊ย... เชี่ยยย แม่งคือปานจริงๆ ผิวตรงนั้นมันจะนูนๆ สากลิ้นนิดๆ เวลาดูดนี่โคตรเสียวแทนมันเลยว่ะ”
เรื่องเล่าของไอ้เจตคืนนั้นวนเวียนอยู่ในหัวผมเป็นอาทิตย์ ผมไม่ใช่คนหมกมุ่นนะ แต่ความที่มันแปลกและยูนีคไม่เหมือนใครนี่แหละที่ทำให้ผมโคตรอยากเห็น อยากสัมผัส ‘ควยในตำนาน’ แท่งนั้นด้วยตัวเอง ผมเริ่มสืบเสาะหาข้อมูลจากเพื่อนฝูงจนรู้ว่าไต้เป็นนักกีฬาของมหา’ลัย และมักจะไปเล่นฟิตเนสเจ้าประจำที่นึงแถวๆ ที่พัก ผมไม่รอช้า สมัครสมาชิกรายปีที่นั่นทันที
สองอาทิตย์แรกที่ผมไปด้อมๆ มองๆ ในฟิตเนสแห่งนั้น ผมยังไม่เจอคนที่รูปพรรณสัณฐานตรงกับที่ไอ้เจตมันว่าไว้ ผมเริ่มถอดใจ คิดว่ามันคงเป็นเรื่องโม้ๆ หรือไม่ผมก็คงคลาดกับมันไปแล้ว จนกระทั่งเย็นวันศุกร์วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังวิ่งลู่สายพานอยู่เพลินๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังยกดัมเบลอยู่ตรงโซนเวทเทรนนิ่ง ผิวสีแทนเข้มเพราะแดด กล้ามแขนขึ้นเป็นมัดๆ จากการยกน้ำหนัก เสื้อกล้ามสีดำเปียกชุ่มเหงื่อแนบไปกับแผ่นอกหนาๆ และซิกซ์แพ็คที่เห็นเป็นลอนจางๆ นั่น... ทุกอย่างตรงตามคำบอกเล่าเป๊ะ ผมใจเต้นรัวเหมือนกลองชุด รู้สึกได้ทันทีว่า ‘ใช่’ คนนี้แหละเป้าหมายของผม
ผมใช้เวลาอีกเกือบเดือนในการสร้างความคุ้นเคยกับไต้ เริ่มจากการเข้าไปขอคำแนะนำเรื่องการใช้เครื่องเล่น แกล้งๆ ชวนคุยตอนพักดื่มน้ำ จนเราเริ่มสนิทกันมากขึ้น ผมได้รู้ว่าไต้เป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ แต่ถ้าได้คุยด้วยแล้วเป็นคนน่ารักและเป็นกันเองมาก เราแลกไลน์กัน คุยกันทุกวัน และความรู้สึกของผมมันก็เริ่มเปลี่ยนจากความ ‘อยากลองของแปลก’ กลายเป็นความ ‘อยากได้’ ผู้ชายคนนี้มาเป็นของตัวเองจริงๆ
แล้วคืนนั้นก็มาถึง... คืนที่ไต้บอกว่าทะเลาะกับเมทที่ห้อง เลยขอมานอนค้างที่คอนโดผม ผมตอบตกลงไปโดยที่ในใจตะโกนร้องด้วยความดีใจดังลั่นไปถึงชั้นดาดฟ้า หลังจากอาบน้ำเสร็จ ไต้ออกมาจากห้องน้ำโดยมีแค่ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ พันรอบเอวไว้หมิ่นเหม่ ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มองหยดน้ำที่เกาะพราวตามแผงอกและหน้าท้องของมัน ไหลลงไปหายลับตรงขอบผ้าขนหนู ผมรู้ว่าถ้าคืนนี้ผมไม่ทำอะไรเลย ผมจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
“ไต้... มึงโอเคปะวะ” ผมถามทำลายความเงียบ พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด
มันส่ายหัวเบาๆ เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมบนเตียง “ไม่ค่อยว่ะ... แต่มาอยู่กับภพแล้วรู้สึกดีขึ้นเยอะ”
แค่นั้นแหละ เหมือนสัญญาณไฟเขียวสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้า ผมขยับเข้าไปใกล้มันมากขึ้น เอื้อมมือไปลูบที่ต้นแขนล่ำๆ ของมันเบาๆ “ถ้ากูจะทำให้มึงรู้สึกดีขึ้นกว่านี้... จะว่าอะไรมั้ย”
ไต้ไม่ตอบ แต่หันหน้ามามองผมด้วยแววตาที่ผมอ่านไม่ออก มันมีความลังเล สับสน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการซ่อนอยู่ลึกๆ ในนั้น ผมตัดสินใจทิ้งความกลัวทั้งหมด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีโน้มตัวเข้าไปจูบมัน ริมฝีปากของเราแตะกันแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนที่ไต้จะเป็นฝ่ายรุกล้ำเข้ามาในโพรงปากผม ลิ้นร้อนๆ ของเราเกี่ยวพันกันอย่างดูดดื่ม รสจูบของมันเหมือนเบียร์เย็นๆ ในวันที่อากาศร้อน จัดจ้านแต่ก็ชื่นใจ ผมดันตัวมันให้นอนราบลงกับเตียง มือไม้เริ่มซุกซนลูบไล้ไปทั่วแผ่นอกและหน้าท้องเกร็งๆ ของมัน ก่อนจะเลื่อนลงไปที่ผ้าขนหนูที่พันเอวอยู่อย่างหลวมๆ