พงไพรซ่อนรัก
ในค่ายลูกเสือท่ามกลางป่าทึบยามค่ำคืน วินฉวยโอกาสจากกิจกรรมเดินป่าเพื่อแยกตัวออกจากกลุ่มไปกับหมิว สาวสวยที่เขาแอบชอบมานาน ความใกล้ชิดในความมืดนำไปสู่บทสนทนาที่เปิดเผยความรู้สึกในใจและจุดประกายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ
เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมไปทั่วป่า แสงจันทร์สลัวลอดผ่านใบไม้หนาทึบลงมากระทบพื้นดินเป็นหย่อมๆ ผมกับเพื่อนร่วมรุ่นอีกร้อยกว่าชีวิตถูกส่งมาเข้าค่ายลูกเสือสามวันสองคืนที่อุทยานแห่งชาติแถบชานเมือง คืนที่สองมีกิจกรรมเดินป่ารอบดึกที่ทุกคนรอคอย เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ใกล้ชิดกับสาวๆ ต่างห้องแบบถึงเนื้อถึงตัวภายใต้ความมืดและความเห็นชอบของครูฝึก ผมชื่อ ‘วิน’ เรียนอยู่ห้องคิง ส่วนเป้าหมายของผมในคืนนี้คือ ‘หมิว’ ดาวเด่นจากห้องศิลป์ภาษาที่ผมแอบมองมาตั้งแต่เปิดเทอม หมิวเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก ผมยาวสลวย ผิวขาวหยวกเหมือนน้ำนม แค่ยิ้มของเธอก็ทำเอาใจผมสั่นไปทั้งวัน และคืนนี้ผมตั้งใจแล้วว่าจะต้องหาทางทำความรู้จักเธอให้ได้
เราถูกปล่อยให้เดินเรียงแถวตอนลึกเกาะไหล่กันเข้าไปในป่าที่มืดสนิท มีแค่แสงจากไฟฉายของครูฝึกที่นำทางอยู่หัวแถวกับท้ายแถวเท่านั้น ผมอาศัยความชุลมุนตอนจัดแถว แทรกตัวเองไปอยู่ข้างหลังหมิวได้สำเร็จ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมของเธอลอยมาแตะจมูก แค่นี้ไอ้หนูของผมในกางเกงวอร์มก็ทำท่าจะตื่นตัวขึ้นมาซะแล้ว มือของผมวางอยู่บนไหล่เล็กๆ ของเธอ สัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าชุดลำลอง ผมแกล้งทำเป็นสะดุดแล้วเซไปข้างหน้า ทำให้มือได้ทีเลื่อนลงไปแถวๆ แผ่นหลัง ขยับต่ำลงไปอีกนิดจนปลายนิ้วแทบจะแตะขอบเสื้อในของเธอ หมิวสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมเลยได้ใจแอบลูบไล้แผ่นหลังเธอเบาๆ ตลอดทางเดิน ความมืดทำให้เรากล้าทำอะไรที่ตอนกลางวันได้แต่คิด เสียงหัวใจผมเต้นรัวเหมือนกลองชุด มันทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะโดนจับได้ แต่ความเสียวซ่านมันมีมากกว่า
จังหวะที่แถวต้องเดินข้ามลำธารเล็กๆ ผมก็คิดแผนชั่วร้ายออก ผมแกล้งทำเป็นลื่นล้มแล้วดึงหมิวให้เสียหลักล้มลงมาด้วยกัน เราสองคนหลุดออกจากแถวกลิ้งลงไปข้างทางที่เป็นเนินเตี้ยๆ เสียงเพื่อนๆ โวยวายกันเล็กน้อยแต่ครูฝึกก็ตะโกนสั่งให้เดินต่อไปเพราะคิดว่าเราคงลุกแล้วเดินตามไปทัน แต่ผมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปแน่ ผมรีบคว้าแขนหมิวแล้วดึงเธอให้หลบเข้าไปหลังพุ่มไม้ใหญ่ รอจนเสียงจอแจของกลุ่มเดินป่าลับหายไป เหลือเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรกับเสียงลมหายใจของเราสองคน "นายทำบ้าอะไรเนี่ย วิน" หมิวถามเสียงสั่น ในความมืดผมเห็นแค่เงารางๆ ของเธอ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเธอกำลังตกใจ "ขอโทษทีหมิว เราลื่นน่ะ แล้วจะทำไงดีล่ะทีนี้" ผมแกล้งทำเสียงสำนึกผิด "ก็ลุกแล้วเดินตามไปสิ ถามได้" เธอบอกพลางจะลุกขึ้น แต่ผมรั้งแขนเธอไว้ "เดี๋ยวก่อน... อยู่ตรงนี้ก่อนแป๊บนึงไม่ได้เหรอ" ผมพูดเสียงอ้อน "เราอยากอยู่กับหมิวสองต่อสอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ผมใจเต้นระทึกรอฟังคำตอบ ไม่รู้ว่าเธอจะด่าผมหรือจะเดินหนีไปเลย แต่แล้วหมิวก็ค่อยๆ นั่งลงข้างๆ ผมเหมือนเดิม "บ้า... เดี๋ยวครูก็รู้หรอก" เธอพูดเสียงแผ่วเบา แต่ผมรู้ว่านั่นคือสัญญาณไฟเขียว ผมขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนไหล่เราเบียดกัน "ไม่รู้หรอกน่า คนเยอะแยะ... เราแอบชอบหมิวมานานแล้วนะ รู้ตัวมั้ย" ผมตัดสินใจรุกฆาต สารภาพความในใจออกไปตรงๆ มือข้างที่ว่างอยู่ของผมเลื่อนไปกุมมือเล็กๆ ของเธอเอาไว้ หมิวไม่ได้ดึงมือออก แถมยังบีบตอบเบาๆ "ก็... พอจะรู้บ้าง" คำตอบของเธอทำให้โลกทั้งใบของผมสว่างวาบขึ้นมาทันที ผมไม่รอช้า โน้มตัวเข้าไปหา ประกบริมฝีปากของผมลงบนปากนุ่มๆ ของเธอ ตอนแรกหมิวดูเกร็งๆ แต่พอผมเริ่มสอดลิ้นเข้าไปหยอกล้อกับลิ้นเล็กๆ ของเธอ เธอก็เริ่มจูบตอบอย่างไม่ประสา ความหวานละมุนในปากเธอทำเอาผมแทบคลั่ง ไอ้ควยในกางเกงแข็งโป๊กจนปวดหนึบไปหมด ผมดันตัวเธอให้นอนราบลงกับพื้นหญ้านุ่มๆ แล้วขึ้นคร่อมทันที
มือผมเริ่มซุกซนไม่อยู่นิ่ง มันลูบไล้ไปทั่วร่างเล็กๆ ใต้ชุดลำลอง ผมปลดกระดุมเสื้อนักเรียนของเธอออกทีละเม็ด เผยให้เห็นบราเซียร์สีขาวสะอาดตาที่ห่อหุ้มสองเต้างามเอาไว้ ผมไม่รอช้า ก้มหน้าลงไปซุกไซร้ซอกคอขาวๆ สูดดมกลิ่นกายสาวที่ทำเอาผมสติกระเจิง ลิ้นร้อนๆ ของผมไล่เลียตั้งแต่ลำคอระหงลงมาถึงเนินอกอวบอิ่ม เสียงคราง "อื้อ..." ของหมิว ยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ลุกโชน ผมจัดการปลดตะขอบราเธอออกอย่างทุลักทุเล แล้วทรวงอกขนาดกำลังดีที่ซ่อนรูปอยู่ก็เด้งออกมาสู้หน้าผม หัวนมสีชมพูระเรื่อชูชันท้าทายสายตา ผมไม่ปล่อยให้มันลอยนวล ก้มลงไปครอบครองมันด้วยปากทันที ผมทั้งดูดทั้งเลียสลับกันไปมาเหมือนเด็กทารกหิวนม มืออีกข้างก็บีบเคล้นเต้าอีกข้างอย่างมันมือ "อ๊า... วิน... เสียว... อย่าดูดแรง" เสียงร้องของหมิวดังขึ้น แต่ผมรู้ว่าเธอชอบ มันเป็นเสียงแห่งความเสียวซ่าน ไม่ใช่เสียงห้ามปราม ผมยิ่งได้ใจ เร่งจังหวะลิ้นให้รัวขึ้นจนตัวเธอแอ่นสะท้าน